โครงการ “สุขภาวะชนชายแดนและการปรับตัวระบบสุขภาพภาครัฐ: กรณีศึกษาคนชายแดน (ไร้รัฐ/ไร้สัญชาติ) และคนข้ามแดนบริเวณพรมแดนทางภาคเหนือไทย-ลาว (จังหวัดเชียงราย-แขวงบ่อแก้ว)” โดย ดร.เสถียร ฉันทะ

ดร.เสถียร ฉันทะ

 

บทคัดย่อ

การวิจัยเรื่อง “สุขภาพชนชายแดนและการปรับตัวระบบสุขภาพภาครัฐ: กรณีศึกษาชนชายแดน (คนไร้รัฐ/ไร้สัญชาติ), คนข้ามแดนบริเวณพรมแดนทางภาคเหนือไทย-ลาว (จังหวัดเชียงราย-แขวงบ่อแก้ว)” มีวัตถุประสงค์ประการแรกเพื่อศึกษาสุขภาพชนชายแดนและการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพภาครัฐบนพรมแดนทางภาคเหนือไทย-ลาว และประการที่สองเพื่อศึกษาการปรับตัวของระบบบริการสุขภาพภาครัฐที่มีต่อชนชายแดนบนพรมแดนทางภาคเหนือไทย-ลาว โดยใช้พื้นที่ศึกษาในอำเภอเชียงแสน เชียงของ เวียงแก่น และแขวงบ่อแก้ว ประเทศลาว บนกรอบแนวคิด “พลเมืองกับสิทธิทางสุขภาพ” “การข้ามชาติกับปัญหาทางสุขภาพ” และ “ความมั่นคงของมนุษย์: ความมั่นคงทางสุขภาพ” เป็นกรอบแนวคิดพื้นฐานในการทำความเข้าใจต่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น โดยงานวิจัยนี้ได้ใช้วิธีการศึกษาทางมานุษยวิทยาที่เน้นการศึกษาภาคสนามเพื่อทำการรวบรวมข้อมูลจากผู้คนชนชายแดนประกอบข้อมูลเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

ผลการศึกษาพบว่า ความเป็น “คนไร้รัฐ/ไร้สัญชาติ” ของชนชายแดนไทย-ลาวนั้นเกิดขึ้นโดย ประการแรกเกิดขึ้นจากการก่อเกิดรัฐชาติและการสร้างสำนึกความเป็นพลเมืองสยามสู่ความเป็นไทย ประการที่สองเกิดขึ้นจากการเกิดสงครามในภูมิภาคอุษาคเนย์ และประการสามที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาชายแดนแบบอสมมาตร ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายของผู้คนไปมาสองฟากฝั่งแม่น้ำโขงในหลายระลอกด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจและการแสวงหาโอกาสชีวิตที่ดีกว่าประเทศต้นทาง และการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพภาครัฐของคนไร้รัฐ/ไร้สัญชาตินั้นถูกนำไปผูกติดกับ “สัญชาติ” ซึ่งมี “ความทับซ้อนกับปัญหาสถานะบุคคลและสิทธิ” ที่รัฐสร้างกรอบกำกับไว้ และส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความเจ็บป่วยที่คนเหล่านี้ถูกลิดรอนสิทธิ์

กลุ่มคนข้ามแดนนั้นมีสองกลุ่มคือ คนลาวข้ามแดนเพื่อมารับบริการสุขภาพกับกลุ่มแรงงานข้ามชาติ โดยการพัฒนาชายแดนแบบอสมมาตรที่มีความแตกต่างทางเศรษฐกิจของรัฐสองฟากฝั่งนั้นทำให้เกิดการข้ามแดนของคนลาวมารับบริการสุขภาพฝั่งไทยอยู่สองกลุ่มคือ กลุ่มคนลาวที่ข้ามเพื่อมารับบริการที่หน่วยบริการสุภาพภาครัฐด้วยเหตุเรื่องความเชื่อมั่นต่อประสิทธิภาพในการบริการและการดูแลรักษาและความสะดวกและง่ายต่อการเดินทาง มีความประหยัด ซึ่งมีสองลักษณะคือคนลาวที่ข้ามมารับบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค และคนลาวที่ข้ามเพื่อรักษาพยาบาลความเจ็บป่วยจากโรคต่างๆ ส่วนแรงงานข้ามชาติจะมีอยู่สองรูปแบบคือการข้ามมาเป็นแรงงานที่ถูกกฎหมายและมีบัตรหลักประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าวที่สามารถใช้บริการสุขภาพได้ตามสิทธิประโยชน์ และอีกรูปแบบหนึ่งคือแรงงานลาวข้ามชาติแบบลักลอบเข้ามาซึ่งกลายมาเป็นภาระค่าใช้จ่ายและการดำเนินงานในการควบคุมโรคของรัฐไทย

การปรับตัวของระบบบริการสุขภาพภาครัฐต่อชนชายแดน (ไร้รัฐ/ไร้สัญชาติ) พบว่า ประการแรกการปรับตัวในในเชิงนโยบายระดับชาติ “กองทุนคืนสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขกับบุคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิปีงบประมาณ 2554” ประการที่สองการปรับตัวเชิงนโยบายระดับจังหวัด เป็นการปรับเทคนิคและวิธีการในการแก้ไขปัญหากองทุนคืนสิทธิในระดับจังหวัด ประการที่สามการปรับตัวในระดับพื้นที่ของโรงพยาบาลชุมชนชายแดน เป็นการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดของหน่วยสถานบริการสุขภาพภาครัฐชายแดน อาทิ ประการแรก การปรับตัวต่อปัญหาการสื่อสารระหว่างผู้ให้บริการกับผู้มารับบริการกลุ่มชาติพันธุ์ คนไร้รัฐ/ไร้สัญชาติ โดยการจ้างเจ้าหน้าที่มาเป็นล่ามเพื่อช่วยเหลือในการสื่อสารทางสุขภาพ ประการที่สอง การปรับตัวต่อความกำกวมของสถานะบุคคลโดยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาเป็นเครื่องมือในการพิสูจน์สิทธิ์สถานะบุคคลเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ ประการที่สามการปรับตัวโดยวิธีการจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ยากไร้ผ่านการตั้งตู้บริจาค เพื่อนำเงินมาช่วยเหลือกรณีที่ผู้ป่วยยากจนและผู้ป่วยไร้สิทธิที่ไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้  ประการที่สี่ การ “สงเคราะห์แบบมีและไม่มีเงื่อนไข” เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย ประการสุดท้าย การปรับตัวเพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการบริหารจัดการงบประมาณโดยใช้วิธีการเกลี่ยงบประมาณ

         การปรับตัวของระบบบริการสุขภาพภาครัฐต่อคนข้ามแดนพบว่า ประการแรกการปรับตัวเชิงนโยบายระดับชาติเกี่ยวกับการให้บริการควบคุมโรค เช่นการป้องกันโรคด้วยวัคซีน ประการที่สอง การปรับกลไกความร่วมมือระดับพื้นที่ “จังหวัด-แขวง” ประการที่สาม การปรับตัวในระดับพื้นที่เป็นการสร้างกลไกความร่วมมือระดับพื้นที่ “อำเภอ-เมือง” และประการที่สี่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหรือสถานีอนามัยเดิมมีการปรับตัวโดยการสร้างกลไกระบบบริหารจัดการ “ประกันสุขภาพทางเลือก”

                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                            อย่างไรก็ตามปรากฎการณ์ดังกล่าวทำให้เราเรียนรู้มโนทัศน์เกี่ยวกับชายแดนและผู้คนข้อค้นพบเกี่ยวกับชายแดนในมุมมองของชนชายแดนนั้นมิได้มีการกีดกันหรือการแบ่งแยกว่าเป็นคนเชื้อชาติหรือสัญชาติใดในสมัยอดีตที่ผ่านมาแต่หากความเป็นพลเมืองแห่งรัฐที่ถูกสร้างขึ้นและการสถาปนารัฐชาติได้นำมาสู่การสร้างความแตกต่างและความเป็นอื่นให้กับชนชายแดนและทำให้ความรู้สึกหรือสำนึกของความเป็นพลเมืองแห่งรัฐที่แตกต่างกันและนำไปสู่การกีดกันคนที่มีสัญชาติต่างไปจากตนเอง